แชร์

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เลือดล้างหน้าเด็ก ต่างกับ ประจำเดือนอย่างไร

เลือดล้างหน้าเด็ก ต่างกับ ประจำเดือนอย่างไร


     ประจำเดือน เกิดจากการหลุดลอกของเยื่อบุผนังมดลูก หลังจากที่ไข่ตกแล้ว  แต่ไม่ได้รับการผสม
กับอสุจิ ไม่มีการปฏิสนธิ  จึงสลายออกมาเป็นเลือดประจำเดือน  โดยประจำเดือนทั่วไปจะมีระยะรอบเดือนประมาณ 28-30 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ทำให้ประจำเดือน เกิดขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง
ครั้งละ 3-5 วัน โดยประมาณ แต่ไม่ควรเกิน 7 วัน   แต่ในบางคนที่มีระยะรอบเดือนสั้น (มีประจำเดือนมาทุกๆ 14-15 วัน)  ทำให้ในหนึ่งเดือนมีประจำเดือนมาถึง 2 ครั้งได้  ซึ่งก็ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด

     เมื่อมีประจำเดือน มักมีอาการบ่งบอกอย่างชัดเจน เช่น ก่อนที่จะมีประจำเดือน 1-2 วัน จะมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิด โมโหง่าย อารมณ์ร้าย เต้านมแข็งเจ็บ ปวดศีรษะ อยากรับประทานแต่ของหวาน ทานเก่ง  และเมื่อประจำเดือนมา ก็อาจมีอาการปวดท้อง ปวดหลัง  ท้องป่องเหมือนมีพุง และบางคนก็เบื่ออาหาร



     เลือดล้างหน้าเด็ก คือ เลือดที่เกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนระยะ blastocyst  เข้ากับเยื่อบุมดลูก
ในช่วงประมาณ วันที่ 5- 6  หลังจากที่ไข่ถูกผสมแล้วที่ปีกมดลูก(อสุจิผสมกับไข่)  แล้วเดินทางมา
ใช้เวลาฝังตัว จนติดสมบูรณ์ประมาณ 1 อาทิตย์ ซึ่งบางครั้งการฝังตัวนี้อาจทำให้มีหลอดเลือดเล็กๆ
ในโพรงมดลูกแตก ทำให้เห็นเป็นเลือดจางๆ ออกมาทางช่องคลอด คนโบราณจึงมักเรียกอาการ
ดังกล่าวว่าเป็นเลือดล้างหน้าเด็กนั้นเอง

     เลือดล้างหน้าเด็กจะมาก่อนหรือใกล้เคียงกับที่ประจำเดือนรอบถัดไป และจะเกิดขึ้นในหญิงตั้งครรภ์บางคนเท่านั้น ทั้งนี้เลือดที่ออกมาไม่มีผลกระทบต่อทารกแต่อย่างไร และไม่มีผลทำให้ทารกพิการหรือเสียชีวิต

    เลือดล้างหน้าเด็กจะมีปริมาณเพียงเล็กน้อย (ไม่เหมือนกับการแท้งบุตร)  แค่เปื้อนที่กางเกงใน
เล็กน้อย อาจเป็นอยู่ประมาณ 1-2 วัน  เลือดจะมาโดยไม่ค่อยรู้ตัว  และไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย แล้วก็จะหายไปเฉยๆ

     อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่แน่ใจว่าเลือดที่ออกมานั้น คือ ประจำเดือนหรือเลือดล้างหน้าเด็ก แนะนำให้ซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ  เพราะหากเป็นเลือดล้างหน้าเด็ก ผลตรวจจะเป็นบวกค่ะ หรือมีแถบขึ้น 2 ขีด
ในเครื่องตรวจแบบใช้ปัสสาวะ  และถ้าพบว่ามีเลือดออกมามากผิดปกติ ในตอนตั้งครรภ์  ก็ควรรีบพบแพทย์น่าจะดีที่สุด



ที่มา : maerakluke
ขอบคุณภาพประกอบจาก  http://drchawtoo.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น